”ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride)”

ภาวะไขมันในเลือดสูงคืออะไร
ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเป็นระดับคอเลสเตอรอลหรือระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสูงทั้ง 2 ชนิด ภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจเป็นอันตรายถุงแก่ชีวิตได้

ภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง
ไตรกลีเซอร์ไรด์ คือ ไขมันชนิดหนึ่ง พบในกระแสเลือดเกิดจากร่างกายเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากอาหารเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์เก็บไว้ในเซลล์ไขมันที่อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย และจะสลายไตรกลีเซอร์ไรด์ที่เก็บไว้ออกมาใช้เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน
ดังนั้นหากรับประทานอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารจำพวกแห้ง น้ำตาล ไขมัน และไม่ออกกำลังกายหรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย จะทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงได้
โดยปกติร่างกายขจัดไตรกลีเซอร์ไรด์ออกจากเลือดได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 2-3 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหารไตรกลีเซอร์ไรด์ส่วนใหญ่จะถูกขับออกจากเลือดเข้าสู่เซลล์

– หากต้องการตรวจหาระดับไตกลีเซอร์ไรด์ในเลือดควรอดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง –
– ค่าปกติของระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ 50-150 มก./ดล. –

สาเหตุของภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูง
1. อาหาร 
พลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากอาหารโดยเฉพาะแป้ง น้ำตาล และไขมัน
2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. กรรมพันธุ์ 
เช่น ขาดเอนไซม์ที่ย่อยไตรกลีเซอร์ไรด์ คนกลุ่มนี้มีค่าไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงมาก อาจสูงได้ถึง 800-1000 มก./ดล.
4. โรคหรือการใช้ยาบางชนิด 
เช่น โรคเบาหวาน โรคไตบางชนิด การใช้ยาคุมกำเนิด เป็นต้น

เกณฑ์มาตรฐานของระดับไขมันในเลือด
                           ชนิดไขมันความหมายไขมันคอลเสเตอรอล(Cholesterol)
(มล./ดล.)
แอลดีแอล(LDL)
(มก./ดล.)
ไตรกลีเซอร์ไรด์(Triglyceride)
(มก./ดล.)
เหมาะสม< 200< 130< 150
ค่อนข้างสูง200  – 239130 – 159150 – 199
สูง> 240160 – 189200 – 499
สูงมาก≥ 190≥ 500

ระดับเอชดีแอลที่เหมาะสม (HDL) ที่เหมาะสม
ผู้ชายควรมากกว่า 40 มก./ดล.
ผู้หญิงควรมากกว่า 50 มก./ดล.

 

โภชนบำบัดสำหรับผู้มีภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง

“กินให้พอดี รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ปริมาณที่เหมาะสม และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ”

 

กินข้าว – แป้ง รับประทานข้าวเป็นหลักสลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ เช่นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น เลือกข้าวที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ (ปริมาณ : ข้าว/แป้ง 1 กำมือ/มื้อ)

 

กินเนื้อสัตว์ คือที่มีไขมันน้อยไม่ติดมัน หรือหนัง เช่นเนื้อปลา ไข่ขาว เต้าหู้ (ปริมาณ : 1 อุ้งมือต่อมื้อ)

 

กินพืชผัก ให้มาก ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักต้มสุก หรือ โดยเน้นผักใบเขียว หลีกเลี่ยงข้าวโพด เผือก มัน ฟังทอง เนื่องจากให้แป้งสูง (ปริมาณ : 2 อุ้งมือ หรือ ผัก ½ ของจาน)

 

กินผลไม้ ทุกมื้อเลือดผลไม้ไม่หวานมาก เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล สาลี่ เป็นต้น (ปริมาณ : มื้อละ 1 กำมือ)

 

กินไขมัน จากพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด (ปริมาณ : 1 นิ้วหัวแม่มือ/มื้อ)

 

ดื่มนม รสจืดชนิดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย (ปริมาณ : 1-2 แก้ว/วัน)

     

อาหารกลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง
– น้ำตาลทุกชนิด น้ำผึ้ง ขนมหวานทุกชนิด เช่น สังขยา ข้าวเหนียวมูน กล้วยบวชชี ลอดช่อง ขนมชั้น ฝอยทอง เค้ก คุกกี้ เบเกอรี่ต่างๆ
– น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมปรุงแต่งรสชาติ และนมเปรี้ยวทุกชนิด
– อาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด และข้าวหมาก
– ผลไม่รสหวานจัด เช่น องุ่น ลำไย ขนุน ทุเรียน อ้อย มะม่วงสุก ละมุด น้อยหย่า ลิ้นจี้ รวมทั้ง ผลไม้แปรรูป
– อาหารไขมันสูง คอเลสเอตรอลสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หมูสามชั้น ของทอดต่างๆ ข้าวผัด ผัดไทย ผัดซีอิ้ว หอยทอด แกงกะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันจากสัตว์ เนย มาการีน ฯลฯ

 

-ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยไม่หักโหม-

Message us