”โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart Attack)”

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่เป็นผลมาจากหลอดเลือดหัวใจตีบอุดหรืออุดตันชนิดเฉียบพลัน
โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่และทุกเวลา เช่น ขณะออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งนอนหลับพักผ่อน เกิดจากมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว จากการมีคราบไขมัน(Plaque) และเมื่อเกิดการปริแตกของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวรนั้น ทำให้มีลิ่มเลือดมาจับตัวเป็นก้อน จนเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจทำให้เกิดกล้ามเนื้อขาดเลือด จนกล้ามเนื้อหัวใจตายน อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และถ้ามีรการเต้นหัวใจผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างชนิดร้ายแรง(VT/VF) ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเฉียบพลันได้
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแต่ยังรู้สึกตัวดีจะต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดโดยเรียนรถพยาบาลฉุกเฉิน

“ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation จะต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการสวนหัวใจเพื่อการเปิดหลอดเลือด ซึ่งมีระยะเวลาที่เป็นนาทีทอง (golden period) 120 นาที ในการเปิดหลอดเลือดหัวใจ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต”

 อาการและสัญญาณเตือนของโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart Attack)
1. มีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้าย
2. วิงเวียนจะเป็นลม หมดแรง
3. คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก มือเท้าเย็น
4. มีอาการเจ็บที่แขนซ้ายหรือไหล่ซ้ายหรือร้าวไปที่กราม คอ หรือ หลัง
5. หายใจไม่อิ่ม

     ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
1. การสูบบุหรี่
2. โรคเบ้าหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
3. ภาวะเลือดลงพุง
4. การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์
5. อายุและ เพศชายพบบ่อยกว่าเพศหญิง
6. กรรมพันธุ์

แต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

การตรวจวินิจฉัยโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและตรวจเลือด
ต้องทำในเวลาที่รวดเร็วภายใน 10 นาที ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว หากพบคลื่นหัวใจผิดปกติ ชนิด ST elevation หริ ST depression แพทย์จะได้ตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสม เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือ การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หรืออุปกรณ์พิเศษ
การตรวจเลือดโดยการตรวจระบดับ Troponin T ในรายที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน ถ้าระดับสูงผิดปกติจะบ่งบอกถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าว

 

การรักษาโรค
การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน จะต้องมีการประเมินผู้ป่วยโดยแพทย์ ส่วนการรักษาจำเพาะขึ้นอยู่กับชนิดของการเจ็บป่วยซึ่งจะต้องพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือดในกรณีที่วินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
1.การรักษาโดยให้ยาละลายลิ่มเลือด(Fibrinolytic therapy) จะใช้เฉพาะกรณีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด ST elevation โดยให้ยาเร็วที่สุดถ้าผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามในการใช้ยาและยังไม่สามารถตรวจสวนหัวใจได้
2.การเปิดหลอดเลือดแดงด้วยการสวนหัวใจ(Percutaneous coronary intervention : PCI) เป็นหัตถการที่ต้องทำในสถานพยาบาลที่มีศักยภาพ และมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะซึ่งมีข้อดี ทำให้ทราบถึงตำแหน่งที่มีรอยโรคซึ่งอาจมีมากกว่า 1 ตำแหน่ง และมีการรักษาสามารถทำได้ทันทีและมีอัตราความสำเร็จในการเปิดหลอดเลือดสูง
3.การรักษาด้วยผ่าตัดบายพาส(CABG) ในผู้ป่วยสวนหัวใจแล้วพบว่ามีรอยโรคหลายตำแหน่งและไม่เหมาะในการทำ PCI อาจจะจำเป็นในการส่งผู้ป่วยรับการรักษาโดยการผ่าตัดบายพาส

ภายหลังการรักษาผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง ดังนี้
1. ผู้ป่วยต้องรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
2. ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดการสูบบุหรี่
4. มาพบแพทย์ตามนัด
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

“หากพบว่าอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เวลาออกแรง เหนื่อยง่าน หอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้ ขาบวมกดบุ๋ม ให้รับมาพบแพทย์ทันที”

 

“ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าต้องมีความรู้ดังนี้ 1. การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน(CPR)  2.การใช้เครื่องกระตุกหัวใจ(Automated External Defibrillator : AED)ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ”

 

“ระบบช่องทางด่วน (Fast track) 1669”

”โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart Attack)”

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่เป็นผลมาจากหลอดเลือดหัวใจตีบอุดหรืออุดตันชนิดเฉียบพลัน
โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่และทุกเวลา เช่น ขณะออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งนอนหลับพักผ่อน เกิดจากมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว จากการมีคราบไขมัน(Plaque) และเมื่อเกิดการปริแตกของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวรนั้น ทำให้มีลิ่มเลือดมาจับตัวเป็นก้อน จนเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจทำให้เกิดกล้ามเนื้อขาดเลือด จนกล้ามเนื้อหัวใจตายน อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และถ้ามีรการเต้นหัวใจผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างชนิดร้ายแรง(VT/VF) ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเฉียบพลันได้
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแต่ยังรู้สึกตัวดีจะต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดโดยเรียนรถพยาบาลฉุกเฉิน

“ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation จะต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการสวนหัวใจเพื่อการเปิดหลอดเลือด ซึ่งมีระยะเวลาที่เป็นนาทีทอง (golden period) 120 นาที ในการเปิดหลอดเลือดหัวใจ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต”

     อาการและสัญญาณเตือนของโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart Attack)
1. มีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้าย
2. วิงเวียนจะเป็นลม หมดแรง
3. คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก มือเท้าเย็น
4. มีอาการเจ็บที่แขนซ้ายหรือไหล่ซ้ายหรือร้าวไปที่กราม คอ หรือ หลัง
5. หายใจไม่อิ่ม

     ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
1. การสูบบุหรี่
2. โรคเบ้าหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
3. ภาวะเลือดลงพุง
4. การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์
5. อายุและ เพศชายพบบ่อยกว่าเพศหญิง
6. กรรมพันธุ์

แต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

การตรวจวินิจฉัยโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและตรวจเลือด
ต้องทำในเวลาที่รวดเร็วภายใน 10 นาที ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว หากพบคลื่นหัวใจผิดปกติ ชนิด ST elevation หริ ST depression แพทย์จะได้ตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสม เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือ การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หรืออุปกรณ์พิเศษ
การตรวจเลือดโดยการตรวจระบดับ Troponin T ในรายที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน ถ้าระดับสูงผิดปกติจะบ่งบอกถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าว

 

การรักษาโรค
การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน จะต้องมีการประเมินผู้ป่วยโดยแพทย์ ส่วนการรักษาจำเพาะขึ้นอยู่กับชนิดของการเจ็บป่วยซึ่งจะต้องพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือดในกรณีที่วินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
1.การรักษาโดยให้ยาละลายลิ่มเลือด(Fibrinolytic therapy) จะใช้เฉพาะกรณีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด ST elevation โดยให้ยาเร็วที่สุดถ้าผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามในการใช้ยาและยังไม่สามารถตรวจสวนหัวใจได้
2.การเปิดหลอดเลือดแดงด้วยการสวนหัวใจ(Percutaneous coronary intervention : PCI) เป็นหัตถการที่ต้องทำในสถานพยาบาลที่มีศักยภาพ และมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะซึ่งมีข้อดี ทำให้ทราบถึงตำแหน่งที่มีรอยโรคซึ่งอาจมีมากกว่า 1 ตำแหน่ง และมีการรักษาสามารถทำได้ทันทีและมีอัตราความสำเร็จในการเปิดหลอดเลือดสูง
3.การรักษาด้วยผ่าตัดบายพาส(CABG) ในผู้ป่วยสวนหัวใจแล้วพบว่ามีรอยโรคหลายตำแหน่งและไม่เหมาะในการทำ PCI อาจจะจำเป็นในการส่งผู้ป่วยรับการรักษาโดยการผ่าตัดบายพาส

ภายหลังการรักษาผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง ดังนี้
1. ผู้ป่วยต้องรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
2. ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดการสูบบุหรี่
4. มาพบแพทย์ตามนัด
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

“หากพบว่าอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เวลาออกแรง เหนื่อยง่าน หอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้ ขาบวมกดบุ๋ม ให้รับมาพบแพทย์ทันที”

 

“ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าต้องมีความรู้ดังนี้ 1. การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน(CPR)  2.การใช้เครื่องกระตุกหัวใจ(Automated External Defibrillator : AED)ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ”

 

“ระบบช่องทางด่วน (Fast track) 1669”

Message us