Klaimor Hospital Lamphun
053-581-998
เปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง
กลับไปบทความทั้งหมด
กระดูกและข้ออ่าน 5 นาที16 มิถุนายน 2569

แคลเซียมกับโรคกระดูกพรุน กินอย่างไรให้ถูกต้อง

ใครๆ ก็รู้ว่าแคลเซียมสัมพันธ์กับกระดูก แต่รู้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่จึงควรรับประทานแคลเซียมเสริม เมื่อไหร่ที่มีความเสี่ยง และการกินแคลเซียมช่วยให้กระดูกไม่พรุนได้จริงหรือไม่ แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อกระดูก แต่ในแต่ละช่วงอายุความจำเป็นในการรับประทานนั้นมีไม่เท่ากัน

#แคลเซียม #วิตามินดี #กระดูกพรุน #อาหารเสริม
แคลเซียมกับโรคกระดูกพรุน กินอย่างไรให้ถูกต้อง

ความต้องการแคลเซียมในแต่ละช่วงวัย

เด็ก ต้องการแคลเซียมประมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อเสริมสร้างกระดูกที่ยังมีขนาดเล็ก

ผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป การรับประทานแคลเซียมอาจช่วยได้ไม่มากนักเพราะมวลกระดูกมาถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ถ้าไม่ต้องการให้กระดูกสลายตัวมากขึ้น เพียงรับประทานปกติหรือเทียบเท่ากับวัยเด็กก็เพียงพอ

หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องรับประทานแคลเซียมมากขึ้น ปริมาณที่ควรได้รับอยู่ที่ประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้สูงอายุ ควรเสริมแคลเซียมเพราะมวลกระดูกเริ่มสลายตัว ปริมาณที่ควรได้รับอยู่ที่ 800–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและสภาพร่างกาย รวมถึงอาจต้องเสริมวิตามินดีเพื่อช่วยการดูดซึมและสังเคราะห์กระดูก

กินแคลเซียมทุกวันแล้วกระดูกไม่พรุนแน่นอนจริงหรือไม่

ผู้สูงอายุโดยเฉพาะเพศหญิงวัยหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน เพราะเป็นวัยที่มีการสลายของกระดูกมาก ขับแคลเซียมออกไปเยอะ และขาดฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างกระดูก จึงต้องรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตามการรับประทานแคลเซียมอย่างเดียวไม่ได้การันตีว่าจะไม่เป็นโรคกระดูกพรุน หากผู้ป่วยมีอัตราการสลายกระดูกและขับแคลเซียมมากเกินไป ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกระดูกหัก จึงต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุนที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลร่วมด้วย

การตากแดดรับวิตามินดีป้องกันกระดูกพรุนได้จริงหรือไม่

วิตามินดีสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดจัดที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง แต่ในผู้สูงอายุอาจเกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายเพราะผิวไม่แข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว จึงแนะนำให้รับประทานวิตามินดีเสริม ซึ่งปัจจุบันมีทั้งในรูปแบบอาหารเสริมและยา

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้จักตนเองว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ เพื่อจะได้เข้ารับการตรวจและรักษาทันท่วงทีก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน แนะนำให้ตรวจคัดกรองในเพศหญิงอายุ 65 ปี และเพศชายอายุ 70 ปี รวมถึงกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ประจำเดือนหมดเร็ว เคยผ่าตัดรังไข่ ผู้ขาดสารอาหาร และผู้ที่มีกรรมพันธุ์โรคกระดูกพรุนโดยเป็นทายาทสายตรง

More Articles

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด