Klaimor Hospital Lamphun
053-581-998
เปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง
กลับไปบทความทั้งหมด
ศัลยกรรมอ่าน 6 นาที13 กรกฎาคม 2569

ภาวะถุงน้ำดีอักเสบ ภัยเงียบจากอาการปวดท้องที่ไม่ควรละเลย

ภาวะถุงน้ำดีอักเสบเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อของถุงน้ำดีมีการอักเสบ บวม และแดง สาเหตุหลักมักเกิดจากก้อนนิ่วที่เข้าไปอุดตันทางเดินน้ำดี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างหนัก ภาวะนี้ไม่สามารถหายขาดได้เอง หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

#ถุงน้ำดีอักเสบ #นิ่วในถุงน้ำดี #ผ่าตัดผ่านกล้อง #ปวดท้อง
ภาวะถุงน้ำดีอักเสบ ภัยเงียบจากอาการปวดท้องที่ไม่ควรละเลย

ถุงน้ำดีอักเสบ 2 รูปแบบ

ภาวะอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกะทันหัน มักมีต้นเหตุจากก้อนนิ่วหลุดไปอุดตันท่อน้ำดี อาการเด่นคือการปวดอย่างรุนแรงบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจร้าวไปถึงสะบักขวา อาการปวดมักลากยาวเกิน 6 ชั่วโมงและพบร่วมกับอาการไข้ คลื่นไส้ หรืออาเจียน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะถุงน้ำดีเน่าหรือแตกทะลุ ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ภาวะอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic Cholecystitis) เป็นผลมาจากการอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเป็นระยะเวลานาน อาการมักแสดงออกในระดับที่รุนแรงน้อยกว่าแบบเฉียบพลัน เช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้อง หรือปวดหน่วงๆ หลังบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ภาวะนี้อาจส่งผลให้ถุงน้ำดีสูญเสียการทำงานที่ปกติ และเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดในอนาคต

ปัจจัยและสาเหตุของการเกิดโรค

นิ่วในถุงน้ำดี เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการที่ก้อนนิ่วไปขัดขวางการไหลของน้ำดี ทำให้เกิดแรงดันสูงภายในถุงน้ำดี นำไปสู่การอักเสบและการติดเชื้อ

การติดเชื้อแบคทีเรีย อาจเป็นสาเหตุโดยตรงที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ หรือเกิดขึ้นเป็นภาวะแทรกซ้อนตามหลังจากการอุดตันของนิ่ว

การอักเสบของอวัยวะข้างเคียง เช่น ภาวะตับอ่อนอักเสบ ซึ่งจะทำให้ตับอ่อนบวมโตจนไปกดทับท่อส่งน้ำดี ส่งผลให้การไหลเวียนติดขัด รวมถึงการมีก้อนเนื้อหรือพังผืดไปกดทับทางเดินน้ำดีโดยตรง

ระบบไหลเวียนน้ำดีทำงานบกพร่อง การคั่งค้างของน้ำดีเป็นเวลานานจากความผิดปกติของร่างกายบางประการ สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้เช่นกัน

อาการแสดงและสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง

ปวดท้องอย่างรุนแรงและกะทันหัน โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา หรือช่วงกลางหน้าท้องตอนบน อาการอาจเป็นลักษณะจุกแน่นเป็นพักๆ และร้าวไปถึงหลังหรือไหล่ขวา รวมถึงรู้สึกเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาสูดหายใจเข้าลึกๆ

มีไข้สูง หนาวสั่น และรู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในร่างกาย ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียนอย่างต่อเนื่อง

มีภาวะดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง ในกรณีที่มีการอุดตันของท่อน้ำดีอย่างรุนแรงจนน้ำดีคั่งค้างในกระแสเลือด

มีอาการเรื้อรังอื่นๆ เช่น ท้องอืดเรื้อรัง หรือปวดท้องทุกครั้งหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การตรวจเลือด เพื่อหาค่าความผิดปกติของการทำงานของตับ และตรวจนับเม็ดเลือดขาวเพื่อประเมินภาวะติดเชื้อ

อัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound) เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ประเมินความหนาของผนังถุงน้ำดี ตรวจจับก้อนนิ่ว และดูการอุดตัน

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ใช้เมื่อผลอัลตราซาวนด์ไม่ชัดเจน หรือต้องการประเมินภาพอวัยวะในช่องท้องอย่างละเอียด

การส่องกล้องทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) ใช้เพื่อตรวจและรักษากรณีที่มีความสงสัยว่ามีการอุดตันลึกในระดับท่อน้ำดี

วิธีการรักษาและการจัดการโรค

เป้าหมายหลักของการรักษาคือการลดการอักเสบ บรรเทาความเจ็บปวด และกำจัดต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรค ในระยะเริ่มต้นแพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ และยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ

การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) เป็นมาตรฐานการรักษาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เนื่องจากเจาะเพียงรูเล็กๆ ทำให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และร่างกายฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดใหญ่ ส่วนการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องมักสงวนไว้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง หรือมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้

การเจาะระบายน้ำดี ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง หรือสภาพร่างกายยังไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด เพื่อระบายความดันและลดการอักเสบลงก่อน

ข้อควรระวัง ในระหว่างที่ยังมีอาการอักเสบ ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดเว้นอาหารประเภทของทอด ของมัน และอาหารที่มีไขมันสูงโดยเด็ดขาด เนื่องจากไขมันจะไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวอย่างหนัก ส่งผลให้อาการปวดทรมานรุนแรงขึ้นและทำให้อาการแย่ลงได้

More Articles

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด