Klaimor Hospital Lamphun
053-581-998
เปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง
กลับไปบทความทั้งหมด
กระดูกและข้ออ่าน 6 นาที10 มิถุนายน 2569

ปวดข้อ เป็นโรคเกาต์หรือเปล่านะ

เกาต์เป็นโรคที่พบบ่อยและคุ้นหู แต่เรารู้จักและเข้าใจโรคนี้จริงๆ หรือเปล่า เพราะโรคเกาต์จะดูแล ป้องกัน และรักษาได้ดีก็ต่อเมื่อเข้าใจตัวโรคจริงๆ เท่านั้น เกาต์คือผลึกที่เกิดขึ้นในข้อเมื่อร่างกายไม่สามารถขับกรดยูริก (Uric Acid) ออกไปได้เพียงพอ ทำให้เกิดการตกค้างสะสมในข้อจนเกิดการอักเสบ ผลึกนี้ทางการแพทย์เรียกว่า โมโนโซเดียมยูเรต (Monosodium Urate)

#เกาต์ #กรดยูริก #ปวดข้อ #ข้ออักเสบ
🦶

อาการของโรคเกาต์

อาการแสดงของโรคเกาต์คือมีอาการปวดบวมของข้อ อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการบวมอักเสบร่วมด้วย ในกรณีของผู้ป่วยเกาต์เรื้อรังยาวนาน ผลึกจะสะสมอยู่ในข้อจนกลายเป็นเหมือนก้อนกระดูกที่นูนงอกออกมาได้ แต่ไม่ใช่กระดูกจริง

ข้อที่พบบ่อยที่สุดตามลำดับ ได้แก่ ข้อนิ้วโป้งเท้า ข้อเข่า และข้อศอก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นเกาต์

เพศชายพบมากกว่าเพศหญิง

กรรมพันธุ์มีผลต่อโอกาสเกิดเกาต์ โดยเฉพาะคนในครอบครัวที่เคยเป็นเกาต์มาก่อน

ผู้ที่มีการทำงานของไตผิดปกติ ทำให้ความสามารถในการขับของเสียของไตลดลง

การรักษาโรคเกาต์

ก่อนรักษาจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องแม่นยำ เพราะมีหลายโรคที่อาการคล้ายเกาต์ เช่น โรครูมาตอยด์ การติดเชื้อในข้อ โรคข้อเสื่อม การอักเสบจากอุบัติเหตุ ในบางรายแพทย์อาจต้องเจาะน้ำในข้อเพื่อส่งตรวจหาผลึกเกาต์เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำ

การรักษาเริ่มจากการลดอาการปวดและการอักเสบ โดยใช้ยา “โคลชิซีน” (Colchicine) เป็นหลัก ร่วมกับยาแก้ปวดแก้อักเสบอื่นๆ จากนั้นจึงให้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา โรคเกาต์จะควบคุมได้ก็เมื่อสามารถควบคุมระดับกรดยูริกให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง

ผู้ป่วยบางรายที่ระดับเกาต์ไม่สูงมากอาจใช้เพียงการควบคุมอาหารก็เพียงพอ แต่บางรายจำเป็นต้องทานยาลดกรดยูริกต่อเนื่อง อาหารที่ควรเลี่ยง ได้แก่ ยอดผัก ข้อไก่ แอลกอฮอล์ ของหมักดอง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล น้ำหวานน้ำผลไม้ รวมถึงกะปิ เห็ดและถั่วบางชนิด ผู้ป่วยจึงควรสังเกตตัวเองว่ามีอาหารใดที่กระตุ้นอาการ

More Articles

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด