เข่าเสื่อม ปวดเข่า แต่ไม่อยากผ่าตัด รักษาได้อย่างไรบ้าง
โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบบ่อย ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีเป้าหมายในการรักษาต่างกัน สำหรับผู้ที่ยังเป็นไม่มากและอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือผู้ที่เป็นระดับกลางๆ แต่ยังไม่อยากผ่าตัด การรักษาแบบไม่ผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า โดยเริ่มจากการทานยาลดการอักเสบ การลดน้ำหนัก และการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบหัวเข่า ร่วมกับการฉีดสารเข้าข้อเข่าซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ

วิธีการและจุดเด่นของการฉีดแต่ละแบบ
ฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) ผสมกับยาชาเข้าไปในข้อเข่า ออกฤทธิ์เร็วโดยยับยั้งการอักเสบและลดปวด โดยมากลดอาการได้ภายใน 24 ชั่วโมง (เน้นลดปวด) แต่ไม่ควรฉีดเกิน 3–4 ครั้งต่อปี
ฉีดน้ำไขข้อเทียม (Hyaluronic Acid) ช่วยหล่อลื่นและดูดซับแรงกระแทกของข้อเข่า ลดการเสียดสีของกระดูกอ่อน ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น (เน้นลดปวด ลดขัด และหล่อลื่น) อยู่ได้นานกว่าสเตียรอยด์ ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1–2 ปี
ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ของผู้ป่วยเอง ซึ่งผ่านกระบวนการปั่นแยกจนได้เกล็ดเลือดเข้มข้นสูง เพื่อปรับสมดุลน้ำในข้อ ลดการอักเสบ ชะลอการเสื่อม และกระตุ้นการฟื้นฟูของข้อเข่า (เน้นลดปวดและฟื้นฟู ชะลอเสื่อม)
เหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มใด
สเตียรอยด์ เหมาะกับผู้ที่ปวดข้อเข่าจากการอักเสบ ผู้ที่รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือผู้ที่กินยาลดอักเสบไม่ได้
น้ำไขข้อเทียม เหมาะกับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ผู้ที่ทานยาแก้ปวดร่วมกับการทำกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น ผู้ที่เข่าไม่ได้อักเสบชัดเจนจนต้องฉีดสเตียรอยด์ หรือผู้ที่รอผ่าตัด/ไม่พร้อมหรือไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้
PRP เหมาะกับผู้ที่อายุยังไม่มากเกินไป กระดูกอ่อนยังไม่เสียหายมาก เข่าเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลาง ผู้ที่ไวต่อยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) และผู้ที่เป็นไม่มากแต่อยากเน้นฟื้นฟูกลับไปใช้งานเต็มที่หรือลดโอกาสในการต้องผ่าตัด
ผลข้างเคียงและข้อจำกัด
สเตียรอยด์ อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณข้อเข่าเสียหาย ผิวบริเวณที่ฉีดบางลงและสีผิดปกติ เพิ่มโอกาสติดเชื้อ และมักได้ผลดีที่สุดในการฉีดครั้งแรกๆ จึงไม่เหมาะกับการรักษาระยะยาว หากฉีดไปสักพักแล้วยังไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนวิธี
น้ำไขข้อเทียม ลดปวดได้ช้ากว่าสเตียรอยด์ อาจมีข้อเข่าบวมปวดจากสารแปลกปลอม และไม่แนะนำในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมรุนแรงหรือข้อผิดรูปมากเพราะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร
PRP อาจมีข้อเข่าบวมและปวดหลังฉีดประมาณ 1–3 วันในแต่ละครั้ง และจำเป็นต้องฉีด 3 ครั้งเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด ทั้งนี้ไม่ควรทำในผู้ที่กำลังอักเสบติดเชื้อระยะลุกลาม ผู้ที่เป็นโรคเลือดหรือมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ผู้ป่วยโลหิตจาง หรือสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม
More Articles
บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักไวรัส HPV และวัคซีนป้องกัน
HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายและมักไม่แสดงอาการ แต่การติดเชื้อเรื้อรังชนิดความเสี่ยงสูงคือจุดเริ่มต้นของมะเร็งหลายชนิด มาทำความเข้าใจสายพันธุ์ วัคซีน และการคัดกรอง

ความเสี่ยงและโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV ในผู้ชาย
หลายคนเข้าใจว่า HPV เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็เสี่ยงต่อหูดหงอนไก่และมะเร็งช่องปาก ลำคอ ทวารหนัก และอวัยวะเพศ ซึ่งการคัดกรองยังทำได้ยากกว่า
