โรคกระดูกพรุน ภัยร้ายเงียบที่ไม่ควรมองข้าม
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงวัย โดยกระดูกทั่วทั้งร่างกายจะมีความแข็งแรงลดลง ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือ ความหนาแน่นของกระดูก (Bone Density) และคุณภาพของกระดูก (Bone Quality) ที่ลดลง ทำให้กระดูกเปราะและหักง่ายกว่าปกติ

กระดูกพรุนแล้วจะส่งผลเสียอย่างไร
เมื่อกระดูกพรุนหรือบางลงจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง ซึ่งพบได้บ่อยและส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หากกระดูกสะโพกหักแล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ผู้ป่วยเดินเองไม่ได้หรือเกิดภาวะติดเตียง แต่หากรักษาด้วยการผ่าตัดก็จะมีความเสี่ยงของการผ่าตัด และบางรายอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
ในกรณีที่กระดูกสันหลังหักยุบจากโรคกระดูกพรุน จะทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดหลัง หลังค่อมลง บางรายมีปัญหาปวดหลังเรื้อรัง หรืออาจมีภาวะกระดูกสันหลังกดเบียดเส้นประสาท ทำให้ปวดหลังร้าวลงขาและใช้ชีวิตลำบากขึ้น
โรคกระดูกพรุนพบในใครได้บ้าง
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อหมดประจำเดือนฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ส่งผลให้เกิดการสลายตัวของกระดูกมากกว่าอัตราการสร้าง นำไปสู่โรคกระดูกพรุน มักพบได้บ่อยภายหลังหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 15–20 ปี
ผู้สูงอายุ เมื่ออายุเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี อัตราการสลายตัวของกระดูกจะมากกว่าการสร้าง เกิดความไม่สมดุลและทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในที่สุด
ผู้ที่มีสาเหตุจากโรคหรือภาวะอื่นๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคตับเรื้อรัง โรคไตวายเรื้อรัง ภาวะขาดสารอาหารรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ และผู้ที่รับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ทำไมถึงเป็นภัยร้ายเงียบ
ที่เรียกว่าภัยร้ายเงียบเพราะส่วนมากจะรู้ตัวว่ากระดูกพรุนก็ต่อเมื่อกระดูกหักไปแล้ว เช่น ลื่นล้มในห้องน้ำไม่รุนแรงมากแต่กระดูกสะโพกหัก หรือสะดุดล้มเอามือยันพื้นเบาๆ แต่กระดูกข้อมือหัก บางรายมีการหักยุบของกระดูกสันหลังโดยไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน และมารู้ตัวเมื่อเอกซเรย์พบโดยบังเอิญ
มากกว่า 50% ของผู้ที่มีกระดูกสันหลังหักยุบและมีกระดูกพรุนไม่มีอาการเลย ดังนั้นในผู้สูงอายุที่มีหลังค่อมมากขึ้น หรือความสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร ควรตระหนักว่าอาจมีกระดูกพรุนและเข้ารับการตรวจเพื่อรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
การวินิจฉัย รักษา และคำแนะนำในการดูแลตัวเอง
การวินิจฉัยเริ่มจากความตระหนักรู้ของผู้ป่วยที่ทำให้เข้ามาตรวจ แพทย์จะตรวจด้วยเครื่องสแกนความหนาแน่นกระดูกเพื่อวินิจฉัยภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุน หากพบว่ากระดูกบางจะรักษาด้วยการให้วิตามินเสริมและนัดตรวจติดตาม หากพบว่ามีกระดูกพรุนจะให้ยาต้านการสลายกระดูกหรือยาเพิ่มมวลกระดูกตามความเหมาะสม ซึ่งมีทั้งยาทานรายสัปดาห์ ยาฉีดทุกครึ่งปีหรือปีละครั้ง
คำแนะนำในการดูแลตัวเอง ได้แก่ ออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยเพื่อคงความหนาแน่นของกระดูก เช่น เดินประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันการหกล้ม โดยปรับสภาพที่อยู่อาศัยให้มีราวจับ ไม่มีพื้นต่างระดับที่สะดุดง่าย และใช้อุปกรณ์ช่วยเดินเมื่อจำเป็น
แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและตรวจความหนาแน่นกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น เช่น มากกว่า 65 ปี หรือประจำเดือนหมดเกิน 15 ปี รวมถึงผู้ที่มีภาวะเสี่ยงอื่นๆ ตามที่กล่าวข้างต้น
More Articles
บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักไวรัส HPV และวัคซีนป้องกัน
HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายและมักไม่แสดงอาการ แต่การติดเชื้อเรื้อรังชนิดความเสี่ยงสูงคือจุดเริ่มต้นของมะเร็งหลายชนิด มาทำความเข้าใจสายพันธุ์ วัคซีน และการคัดกรอง

ความเสี่ยงและโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV ในผู้ชาย
หลายคนเข้าใจว่า HPV เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็เสี่ยงต่อหูดหงอนไก่และมะเร็งช่องปาก ลำคอ ทวารหนัก และอวัยวะเพศ ซึ่งการคัดกรองยังทำได้ยากกว่า
