PRP คืออะไร นวัตกรรมรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นของตัวเอง
PRP (Platelet-Rich Plasma) คือการรักษาที่ใช้เลือดจำนวนเล็กน้อยของผู้ป่วยเองซึ่งประกอบด้วยเกล็ดเลือดและพลาสมา โดยนำไปแยกเม็ดเลือดแดงออกด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงโดยใช้เทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่เข้มข้นมากที่สุด PRP อุดมไปด้วย Growth Factor ที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่ออ่อน จึงนำไปใช้กับบริเวณที่อยู่ในกระบวนการเสื่อมเพื่อหยุด ชะลอ หรือฟื้นฟูกระบวนการนั้น
ภาวะใดบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วย PRP
การบาดเจ็บจากกีฬา รวมถึงการบาดเจ็บหรือฉีกขาดของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
ภาวะข้อศอกอักเสบ (Tennis Elbow) เอ็นข้อไหล่ (Rotator Cuff) ฉีกขาดระยะเริ่มต้น และโรครองช้ำ (Plantar Fasciitis)
โรคข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early-stage Knee Osteoarthritis)
การรักษา 1 คอร์สใช้เวลานานแค่ไหน
โดยทั่วไปแพทย์จะฉีด PRP รวม 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ ผลของการรักษาสามารถอยู่ได้ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และผู้ป่วยสามารถฉีดซ้ำได้ทุกปีเพื่อรักษาและกระตุ้นการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
PRP มีความปลอดภัยสูงเพราะใช้เลือดของผู้ป่วยเองในการบรรเทาการบาดเจ็บและเร่งการฟื้นตัว อย่างไรก็ตามต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของ PRP ทั้งปัจจัยจากตัวผู้ป่วย เทคนิคการเตรียม และเทคนิคการฉีด
คำถามที่พบบ่อย
ก่อนทำควรเตรียมตัวอย่างไร ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ควบคุมโรคประจำตัวให้ดีโดยเฉพาะไขมันในเลือดสูงและเบาหวาน และหลีกเลี่ยงยาต้านการอักเสบและยาละลายลิ่มเลือด
ใช้เวลานานแค่ไหน กระบวนการเตรียม PRP ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และการฉีดใช้เวลาประมาณ 5 นาที ผู้ป่วยกลับบ้านได้ทันที หากรวมการฟื้นฟูจะใช้เวลาเพิ่มประมาณ 30–60 นาที
จะเห็นผลเมื่อไหร่ ผู้ป่วยมักเริ่มเห็นผลภายใน 4–6 สัปดาห์ และผลอาจอยู่ได้ 6 เดือนถึง 2 ปีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะที่เป็น โดยทั่วไปได้ผลตั้งแต่การฉีดครั้งแรก แต่หากจำเป็นต้องฉีดเพิ่มจะเว้นห่างประมาณ 4–6 สัปดาห์
More Articles
บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักไวรัส HPV และวัคซีนป้องกัน
HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายและมักไม่แสดงอาการ แต่การติดเชื้อเรื้อรังชนิดความเสี่ยงสูงคือจุดเริ่มต้นของมะเร็งหลายชนิด มาทำความเข้าใจสายพันธุ์ วัคซีน และการคัดกรอง

ความเสี่ยงและโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV ในผู้ชาย
หลายคนเข้าใจว่า HPV เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็เสี่ยงต่อหูดหงอนไก่และมะเร็งช่องปาก ลำคอ ทวารหนัก และอวัยวะเพศ ซึ่งการคัดกรองยังทำได้ยากกว่า
